อีก 50 สัปดาห์ เออีซีผงาดทั่วไทย

ก่อนจะเข้าสู่แม่เหล็กเขตเศรษฐกิจเกิดใหม่ของโลกนั้น ศักยภาพของเออีซี โดยเฉพาะในแต่ละชาติสมาชิกนับเป็นเรื่องสำคัญที่สุด ในภาพรวมของเออีซี หลายท่านคงเคยได้ยินว่า อาเซียนมีจำนวนประชากรรวมกันประมาณ 600 ล้านคน มีขนาดเศรษฐกิจวัดโดยจีดีพีในปี พ.ศ. 2554 ประมาณ 2.07 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 63 ล้านล้านบาท มีรายได้ต่อหัวเฉลี่ย 3,416 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี หรือเฉลี่ยคนละประมาณ 104,200 บาท ในแง่การค้าขาย มีมูลค่าการค้าในปี พ.ศ. 2553 ประมาณ 2.12 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ หรือประมาณ 64.58 ล้านล้านบาท

ในจำนวนดังกล่าว แต่ละชาติค้าขายกันเองในกลุ่มเออีซีราว 25.6% และค้าขายกับประเทศนอกกลุ่มเออีซีอีก 74% ความน่าสนใจต่อไป คือ การค้าระหว่างกันของประเทศในเออีซี แทบไม่น่าเชื่อว่า สปป.ลาว เป็นประเทศที่มีการค้ากับอาเซียนเป็นสัดส่วนสูงที่สุดถึง 62% ขณะที่ เวียดนามมีสัดส่วนการค้ากับประเทศในกลุ่มดังกล่าวต่ำที่สุด คือ 18% ของการค้าต่างประเทศ คำถาม คือ ประเทศไทยมีการค้ากับเออีซีเท่าไหร่? คำตอบ คือ ในสัดส่วนต่ำเป็นที่ 2 รองจากเวียดนาม คือ 19.7% ดังนั้น การจะมองในแง่ศักยภาพของแต่ละชาติสมาชิก จึงเป็นการจัดมุมมองที่น่าสนใจในเชิงการเปรียบเทียบ ที่ทำให้เกิดความเข้าใจได้ง่ายและรวดเร็ว มี 3 กลุ่ม คือ

กลุ่มที่เป็นแหล่งวัตถุดิบ และต้นทุนแรงงานต่ำ ซึ่งก็หมายถึงกัมพูชา สปป.ลาว เมียนมาร์ เวียดนาม และบรูไนดารุสซาลาม ไม่ว่าจะเป็นด้านสภาพภูมิศาสตร์และทรัพยากร ประเทศในกลุ่มนี้ยังขาดการบริหารจัดการทรัพยากรและระบบโครงสร้างพื้นฐาน แม้แต่ระบบโลจิสติกส์ยังไม่ได้รับการพัฒนาเท่าที่ควร เมื่อมองด้านโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ประชากรกลุ่มนี้ยังมีอำนาจซื้อต่ำ สถาบันการเงินมีจำนวนไม่เพียงพอ ขณะที่ระบบบัญชีเป็นระบบเฉพาะของประเทศนั้นๆ มีระบบการเก็บภาษีที่ซ้ำซ้อน และมีข้อจำกัดในการดำเนินการทางธุรกรรม ที่ชัดเจนที่สุด คือ บรูไนดารุสซาลาม ทุกอย่างอยู่ภายใต้การปกครองของกษัตริย์ทั้งหมด พรรคการเมืองไม่มีบทบาทสำคัญในการเป็นตัวแทนของประชาชน เป็นประเทศที่ขาดแคลนช่างฝีมือ ไม่มีแรงงานในประเทศมากพอ เนื่องจากจำนวนประชากรน้อยที่สุดในเออีซี ต้องดึงแรงงานต่างชาติ

กลุ่มต่อมาเป็นกลุ่มที่เป็นฐานการผลิตในอุตสาหกรรมต่างๆ แน่นอนว่ามี ไทย ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และมาเลเซีย ประเทศกลุ่มนี้มีโครงสร้างพื้นฐานที่ดี เช่น มาเลเซีย มีการจัดการทางด้านโลจิสติกส์แบบครบวงจร ในขณะที่ไทยมีความได้เปรียบในด้านยุทธศาสตร์การคมนาคมอยู่มาก เป็นที่รู้กันมานานว่า ไทยมีที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ ซึ่งได้เปรียบการคมนาคมทั้งทางบกและทางอากาศ จากแหล่งทำเลที่ตั้งในภูมิภาคอาเซียน รวมไปถึงแหล่งทำเลที่ตั้งในโครงการพัฒนาความร่วมมือทางเศรษฐกิจในอนุภูมิภาคลุ่มแม่น้ำโขง

หันมาดูโครงสร้างทางเศรษฐกิจ ระบบเศรษฐกิจของประเทศในกลุ่มนี้เป็นแบบตลาดเสรีภายใต้ความดูแลของรัฐบาล ตลาดในประเทศเติบโตสูงมาก หากมองเฉพาะไทย และฟิลิปปินส์จะคล้ายคลึงกัน คือ เปลี่ยนแปลงจากภาคเกษตรกรรมมาเป็นภาคอุตสาหกรรมและภาคบริการ ที่มีสัดส่วนถึง 70% – 80% ส่วนภาคเกษตรมีราว 20% – 30% ของจีดีพีประเทศ ในขณะที่อินโดนีเซียมีตลาดขนาดใหญ่ อย่าลืมว่าประชากรอินโดนีเซียมีมากเป็นอันดับ 4 ของโลก และมากที่สุดในอาเซียนประมาณ 250 ล้านคน เพราะฉะนั้น แรงงานมีจำนวนมาก และค่าแรงถูก มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 1 ในอาเซียน แม้แต่ระบบธนาคารค่อนข้างแข็งแกร่ง ส่วนมาเลเซียเป็นตลาดที่ไม่ใหญ่ แต่ประชากรมีกำลังในการซื้อสูง อุตสาหกรรมปาล์มน้ำมันและไบโอดีเซลเป็นอุตสาหกรรมที่มีระดับการผลิตเพื่อการส่งออกที่สูง และยังมีการส่งเสริมด้านการวิจัยและพัฒนาสินค้าที่มีความหลากหลาย ส่วนอุตสาหกรรมรถยนต์มีการเปิดการเจรจากับบริษัทต่างชาติเพื่อปรับปรุงและพัฒนาโครงสร้างของรถยนต์ และกลุ่มสุดท้าย แต่มีเพียงประเทศเดียวในกลุ่มนี้ที่มีความก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีและเน้นภาคบริการ คือ สิงคโปร์ เท่านั้น

เป็นไงบ้างครับ สำหรับศักยภาพของแต่ละชาติในเออีซี อย่าได้ละสายตา อย่าได้พลาดโอกาส ในเมื่อมหาอำนาจเศรษฐกิจโลกที่อยู่คนละซีกโลกยังพุ่งเป้ามาหาเออีซี แล้วทำไม คนไทยแท้ๆ ถึงจะไม่คว้าและใช้ประโยชน์ให้เต็มที่กันล่ะครับ

ทองไทยเปิดตลาดขึ้น 100 รูปพรรณขายบาทละ 18,900

ทองไทยเปิดตลาด ปรับขึ้น 100 ทองคำแท่งซื้อบาทละ 18,400 ขายบาทละ 18,500 รูปพรรณซื้อบาทละ 18,131.36 ขายบาทละ 18,900 ส่วนตลาดหุ้น-น้ำมันดิบ-ทองคำล่วงหน้าของสหรัฐฯ เมื่อคืนนี้ ปิดทำการเนื่องวันคริสต์มาส…

เมื่อวันที่ 26 ธ.ค. สมาคมค้าทองคำรายงานราคาทองเปิดตลาดครั้งที่ 1 ปรับขึ้น 100 บาท โดยทองคำแท่งรับซื้อบาทละ 18,400 ขายออกบาทละ 18,500 ทองรูปพรรณรับซื้อบาทละ 18,131.36 ขายออกบาทละ 18,900 ขณะที่ตลาดหุ้นของสหรัฐฯ ตลาดน้ำมันดิบ(NYMEX)และตลาดทองคำล่วงหน้า( COMEX) ปิดทำการเมื่อคืนที่ผ่านมา(25ธ.ค.) เนื่องในเทศกาลคริสต์มาส.

ปตท.แต่งตัว GPSC ดันเข้าตลาดฯ Q1/58 หวังโกย 6-8 พันลบ.

ปตท.แต่งตัวบริษัทลูก GPSC เตรียมเข้าตลาดไตรมาสแรกปีหน้า คาดระดมทุนได้ราว 6-8 พันล้านบาท ตั้งเป้าเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าอีก 1,000 เมกะใน 5 ปี    นายสุรงค์ บูลกุล ประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการกลุ่มธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน บริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) หรือ PTT และประธานกรรมการ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC เปิดเผยว่า    ขณะนี้บริษัทอยู่ระหว่างการจัดแบบแสดงรายการข้อมูล (ไฟลิ่ง) บมจ.โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ ก่อนยื่นไฟลิ่งต่อสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ หรือก.ล.ต.    คาดว่าจะพร้อมเข้าตลาดหลักทรัพย์ฯในไตรมาส 1 ปี 58 ถือเป็นบริษัทขนาดใหญ่ที่มีการเข้าซื้อขายหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ฯเป็นครั้ง แรกในรอบหลายปีนี้     โดยคาดว่าจะได้เงินจากการขายหุ้นใหม่แก่ประชาชนทั่วไปครั้งแรก หรือไอพีโอ คิดเป็น 25% ของทุนจดทะเบียน จำนวน 6-8 พันล้านบาท เพื่อใช้ลงทุนโรงไฟฟ้าทั้งใน และต่างประเทศเพิ่มขึ้น    ทั้งนี้ GPSC วางเป้าหมายเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าเพิ่มขึ้น 1 พันเมกะวัตต์ใน 5 ปีข้างหน้า จากปัจจุบันมีกำลังผลิตอยู่ 1.8 พันเมกะวัตต์ มาจากการลงทุนทั้งไทยและต่างประเทศ   อาทิ โรงไฟฟ้า SPP 2 โรงๆละ 120 เมกะวัตต์ โรงไฟฟ้าชีวมวล โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ในต่างประเทศ ส่วนการลงทุนโรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์ เพิ่มเติมในไทย   ต้องรอดูนโยบายภาครัฐว่าจะส่งเสริมการรับซื้อไฟฟ้าเพิ่มเติมมากน้อย เพียงใด จากปัจจุบันบริษัทฯมีกำลังการผลิตไฟฟ้าแสงอาทิตย์ 40 เมกะวัตต์     ทั้งนี้ บริษัทฯได้ศึกษาโอกาสการลงทุนโรงไฟฟ้าแสงอาทิตย์ที่ประเทศญี่ปุ่นด้วย โดยวางเป้าหมายมีกำลังการผลิตจากพลังงานหมุนเวียน 20% ของกำลังการผลิตไฟฟ้ารวม     นอกจากนี้ ได้มีการหารือถึงแนวทางการลดสัดส่วนการถือหุ้น บริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ BCP เพื่อให้การแข่งขันเป็นรูปธรรมมากขึ้น รวมทั้งการนำหุ้นบริษัท สตาร์ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง หรือ SPRC เข้าตลาดหลักทรัพย์ฯ อีกด้วย

ปตท.ลดราคาเบนซินโซฮอล์40สต.คงE85ดีเซล

บริษัท ปตท. และบางจาก ปรับลดราคาน้ำมันเบนซินโซฮอล์ 40 สต. ขณะที่ คง E85 ดีเซล-มีผลตี 5 (10 ธันวาคม 57)

บริษัท ปตท. และบริษัท บางจาก ลดราคาน้ำมันกลุ่มเบนซินทุกชนิด ยกเว้น E85 ลงอีก 40 สตางค์ต่อลิตร ขณะที่ดีเซลคงเดิม โดยราคาจำหน่ายใหม่ คือ เบนซิน 95 อยู่ที่ 39.86 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ 95 อยู่ที่ 32.80 บาทต่อลิตร แก๊สโซฮอล์ 91 อยู่ที่ 30.78 บาทต่อลิตร E20 อยู่ที่ 29.48 บาทต่อลิตร E85 คงเดิมที่ 22.88 บาทต่อลิตร และดีเซลที่ 28.39 บาทต่อลิตร มีผล 05.00 น. (10 ธันวาคม 57)